กยศ. ต้องเลิกเป็นสังคมสงเคราะห์ เปลี่ยนเป็นกองทุนลงทุนทุนมนุษย์
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ตั้งมากว่าสิบปีแล้ว แต่ยังไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐทุกปี สาเหตุหลักคือหนี้เสียที่ล้นพ้นจนไม่สามารถปล่อยกู้ให้นักศึกษารุ่นใหม่ได้ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นผลจากการที่กยศ. ถูกใช้เป็นเครื่องมือประชานิยมและสังคมสงเคราะห์ แทนที่จะเป็นเครื่องมือพัฒนาทุนมนุษย์ของชาติ
รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้วิเคราะห์ปัญหานี้อย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่ปี 2561 โดยชี้ว่ากยศ. กำลังเดินไปสู่ความล้มเหลวทางการเงิน หากไม่ปรับเปลี่ยนแนวทางอย่างจริงจัง
ทำไมกยศ. ถึงไม่ยั่งยืน?
หัวใจของปัญหาคือกยศ. ปล่อยกู้ให้ทุกคนโดยไม่คำนึงถึงความสามารถในการชำระคืน หรือโอกาสในการหางานทำหลังเรียนจบ นักศึกษาเลือกเรียนสาขาวิชาที่เรียนง่าย ไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทำให้จบออกมาแล้วหางานทำไม่ได้ หรือทำงานต่ำกว่าวุฒิ (underemployment) ส่งผลให้ไม่มีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้
ผลการศึกษาทางคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial valuation) ที่รศ.ดร.อานนท์และทีมวิจัยทำไว้ พบว่าในปีการศึกษา 2556 มีผู้กู้ที่ชำระหนี้เพียง 72.97% และมีหนี้ค้างชำระถึง 25,073 ล้านบาท หรือ 34.72% ของยอดกู้ทั้งหมด แนวโน้มนี้เพิ่มขึ้นทุกปี และคาดว่าในปี 2563 เงินกองทุนจะเริ่มติดลบ ส่งผลให้รัฐต้องหาเงินมาเพิ่มเป็นภาระทางการคลัง
ทางออก: กยศ. ต้องเป็นกองทุนลงทุน ไม่ใช่สวัสดิการ
รศ.ดร.อานนท์เสนอว่ากยศ. ต้องเปลี่ยนบทบาทจากกองทุนสวัสดิการมาเป็นกองทุนลงทุนในทุนมนุษย์ (Human Capital Investment Fund) โดยมีหลักการสำคัญดังนี้
- ปล่อยกู้เฉพาะสาขาที่มีงานทำและรายได้สูงพอ เช่น วิศวกรรม เทคโนโลยี สุขภาพ อาชีวศึกษา และ STEM ไม่ใช่ทุกสาขา โดยเฉพาะสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่ตลาดแรงงานล้นเกิน
- ใช้ระบบ Credit scoring ก่อนปล่อยกู้ โดยประเมินทั้งตัวผู้กู้และหลักสูตรที่เลือกเรียน คล้ายการบริหารพอร์ตสินเชื่อของธนาคาร
- เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย หากบัณฑิตจากสถาบันใดมีอัตราว่างงานสูงหรือผิดนัดชำระหนี้มาก สถาบันนั้นจะถูกลดโควตาเงินกู้ในปีถัดไป สร้างแรงจูงใจให้มหาวิทยาลัยพัฒนาคุณภาพหลักสูตร
- วัดผล ROI ของเงินกู้แต่ละรุ่น หากหลักสูตรใดให้ผลตอบแทนต่ำต่อเนื่อง ก็ทบทวนการสนับสนุน
แยกบทบาทกับกสศ. ให้ชัดเจน
รศ.ดร.อานนท์ชี้ว่าประเทศไทยมีหน่วยงานของรัฐทับซ้อนกันมากเกินไป กยศ. กับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ควรมีพันธกิจที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
กสศ. = Equity (สร้างโอกาส) กยศ. = Human Capital Finance (ลงทุนและหมุนเวียนเงินกู้)
เมื่อแยกบทบาทแล้ว กยศ. ไม่จำเป็นต้องยึดความเสมอภาคเป็นเป้าหมายหลัก แต่ควรยึดหลักความสามารถในการชำระหนี้ ผลตอบแทนจากการลงทุน และความต้องการกำลังคนของประเทศ
ปัญหามหาวิทยาลัยเอกชนและอาชีวศึกษา
รศ.ดร.อานนท์ตั้งข้อสังเกตว่ากยศ. กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของมหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่ง หากไม่มีนักศึกษาที่ติดหนี้กยศ. มหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งคงต้องปิดกิจการ แต่คำถามคือประเทศชาติต้องการบัณฑิตทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มากขนาดนั้นหรือไม่ เมื่อจบมาแล้วหางานทำไม่ได้ก็ตกเป็นภาระของประเทศ
ในทางกลับกัน อาชีวศึกษาชั้นดีของไทยกลับถูกละเลย ทั้งที่ประเทศกำลังขาดแคลนแรงงานฝีมือ ตัวอย่างเช่น เยอรมนีที่เด็กอาจไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยมากมาย แต่อาชีวศึกษาเข้มแข็งและได้รับการยอมรับสูง
อนาคตของกยศ. ต้องเปลี่ยนหรือล้ม?
รศ.ดร.อานนท์สรุปว่าหากกยศ. ยังคงปล่อยกู้แบบเดิมโดยไม่มีการปฏิรูป ประเทศไทยจะเจอปัญหาหนี้สาธารณะท่วมท้น ขณะที่ผลิตคนได้ไม่ตรงกับความต้องการของประเทศ การลงทุนในอุดมศึกษาต้องฉลาดและคุ้มค่า ไม่ใช่แค่สนองค่านิยมบ้าปริญญาในสังคมไทย
ทางออกเดียวคือการผ่าตัดใหญ่ ยุบเลิกหรือควบรวมมหาวิทยาลัยที่ไม่มีคุณภาพ และใช้กยศ. เป็นเครื่องมือผลักดันให้เกิดคุณภาพการศึกษา ไม่ใช่เป็นเครื่องมือหาเสียงหรือสังคมสงเคราะห์
ประเทศไทยต้องกล้าตัดสินใจ เนื้อไหนเน่าเปื่อยก็ต้องตัดทิ้ง ก่อนที่จะเสียหายไปมากกว่านี้