5 บิ๊กเนมหุ้นไทยปรับพอร์ตมี.ค. สะท้อนกลยุทธ์การลงทุนยุคใหม่
ตลาดหุ้นไทยในเดือนมีนาคม 2569 ได้เห็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากนักลงทุนระดับบิ๊กเนม ที่ปรับกลยุทธ์พอร์ตการลงทุนเพื่อรับมือกับความผันผวนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก การปรับพอร์ตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและการบริหารความเสี่ยงที่ทันสมัยของนักลงทุนไทย
สารัชถ์ รัตนาวะดี: จากอาณาจักร GULF สู่การปรับโฟกัส
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองประธานกรรมการ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ที่นิตยสาร Forbes จัดอันดับเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของไทยด้วยทรัพย์สิน 1.81 หมื่นล้านดอลลาร์ (5.7 แสนล้านบาท) ได้มีการปรับกลยุทธ์การถือครองหุ้นอย่างชัดเจน
ปัจจุบันในนามบุคคล นายสารัชถ์ถือครองเพียงหุ้น GULF เท่านั้น จำนวน 4,374,904,693 หุ้น หรือ 29.28% มูลค่า 248,275,841,327.75 บาท โดยได้ขายหุ้น KTB (ธนาคารกรุงไทย) และ ITC (ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น) ออกจากพอร์ตแล้ว
อย่างไรก็ตาม อาณาจักรธุรกิจของเขายังคงแผ่ขยายผ่านบริษัทในเครือ ที่ถือหุ้นใน ADVANC (40.44%), KBANK (9.99%), THCOM (41.47%) และ CIVIL (2.86%)
หมอพงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี: กลยุทธ์ดิเวอร์ซิฟาย
นักลงทุนรายนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงที่ทันสมัย โดยถือครองหุ้นถึง 12 ตัว มูลค่ารวมประมาณ 13,000 ล้านบาท การเข้าซื้อ NCAP (เน็คซ์ แคปปิตอล) 27,944,600 หุ้น หรือ 2.07% ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 4 แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในภาคการเงิน
พอร์ตที่หลากหลายของเขาครอบคลุมตั้งแต่ COM7 (19.95%) ไปจนถึง WARRIX (9.06%) สะท้อนการลงทุนที่มองไปข้างหน้าในหลายอุตสาหกรรม
เซียนฮง สถาพร งามเรืองพงศ์: โฟกัสคุณภาพ
นักลงทุนที่มีชื่อเสียงในการเลือกหุ้นคุณภาพ ปัจจุบันถือครอง 6 หุ้น มูลค่ารวม 1.68 พันล้านบาท โดยเข้าซื้อ CPAXT (ซีพี แอ็กซ์ตร้า) ขึ้นแท่นผู้ถือใหญ่อันดับ 9 และเพิ่มสัดส่วนใน TISCO จากอันดับ 13 เป็นอันดับ 12
เสี่ยป๋อง วัชระ แก้วสว่าง: การขยายฐานการลงทุน
นักลงทุนรายนี้แสดงความกล้าหาญในการเข้าลงทุนในหุ้นใหม่ โดยเข้าซื้อ JMART (เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์) 10,060,000 หุ้น หรือ 0.68% และ SGC (เอสจี แคปปิตอล) 26,800,000 หุ้น หรือ 0.43% ปัจจุบันถือครอง 7 หุ้น มูลค่ารวม 227.97 ล้านบาท
วีรวัฒน์ วลัยเสถียร: กลยุทธ์โฟกัส
นักลงทุนที่เน้นการลงทุนแบบโฟกัส ปัจจุบันถือครองเพียง 2 หุ้น แต่มูลค่ารวมสูงถึง 1,520,375,000 บาท โดยลดสัดส่วนใน TISCO จาก 1.39% เหลือ 1.19% และยังคงถือ 3BBIF (0.84%)
บทวิเคราะห์: ทิศทางตลาดทุนไทยยุคใหม่
การปรับพอร์ตของนักลงทุนบิ๊กเนมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของตลาดทุนไทยในยุคที่ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์มีผลกระทบต่อการลงทุน การที่นักลงทุนเหล่านี้เลือกที่จะปรับกลยุทธ์ ทั้งการขายออก การซื้อเพิ่ม และการกระจายความเสี่ยง แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและการมองการลงทุนในระยะยาว
สิ่งที่น่าสังเกตคือการที่หลายรายเลือกลงทุนในหุ้นภาคการเงินและเทคโนโลยี ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ การเคลื่อนไหวเหล่านี้จึงเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของตลาดทุนไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่