แผนตั้งนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิลของกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังถูกจับตาว่าอาจเป็นเพียงฉากหน้าให้ทุนเทาฟอกกากอุตสาหกรรมอย่างถูกกฎหมาย ท่ามกลางวิกฤตสารพิษที่ทวีความรุนแรงในพื้นที่ภาคตะวันออกตลอดเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2569 ตามรายงานของ mgronline.com ที่ชำแหละช่องโหว่ของโครงการถึง 3 ประการ
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในรายการคุยกับ ครม. อนุทิน เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ว่ากระทรวงกำลังเร่งผลักดันนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิล เพื่อดึงโรงงานคัดแยก หลอม และรีไซเคิลเข้ามาอยู่ในพื้นที่รวมศูนย์ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายฟอกเงินยึดทรัพย์ ระบบ e-Manifest และเกณฑ์การสิ้นสุดความเป็นของเสีย ขณะที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นการลงพื้นที่และสั่งสอบสวนปัญหามลพิษรายวัน
นิคมรีไซเคิลไม่มีพิกัด ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้
คำถามแรกที่ภาคประชาสังคมตั้งคือทำไมกระทรวงอุตสาหกรรมปล่อยให้แผ่นดินภาคตะวันอวันอาบสารเคมีพิษจนพินาศก่อนจึงค่อยขยับตัว ตัวอย่างชัดคือกรณีน้ำสีรุ้งใน อ.ศรีมหาโพธิ์ และ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ที่ชาวบ้านต้องร้องเรียนนับครั้งไม่ถ้วนกว่ากรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดจะเข้าตรวจสอบ ลักษณะการทำงานแบบวัวหายแล้วล้อมคอก
ยิ่งไปกว่านั้น รายงานชี้ว่ากระทรวงอุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ยังไม่เคยระบุพิกัดจังหวัดที่ชัดเจน และยังไม่เคยศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแต่อย่างใด การโหมประโคมข่าวจึงถูกมองว่าเป็นเพียงวาทกรรมตอบโต้ข่าวรายวันเพื่อซื้อเวลา
3 ช่องโหว่ใหญ่ของโครงการ
การวิเคราะห์ของ mgronline.com ชี้รอยรั่วสำคัญ 3 ประการ
ประการแรก นิคมฯ เป็นเพียงพื้นที่รับปลายทาง ไม่ได้แตะต้องรอยรั่วต้นทาง ณ ท่าเรือแหลมฉบัง ตราบใดที่กรมศุลกากรยังสุ่มตรวจตู้สินค้าเพียง 10% และขบวนการนอมินียังสำแดงเท็จนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ในพิกัดเศษโลหะผ่านเขตปลอดอากรได้อย่างเสรี
ประการที่สอง หัวใจของกลุ่มทุนเทาคือการลดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม การย้ายเข้านิคมฯ หมายถึงค่าบำบัดมลพิษส่วนกลางและการตรวจสอบที่เข้มงวด แนวโน้มคือทุนเหล่านี้จะยังเลือกเช่าโกดังราคาถูกนอกนิคมฯ ใน อ.บ้านบึง อ.นิคมพัฒนา หรือ อ.กบินทร์บุรี เพื่อติดตั้งเตาหลอมเถื่อนเหมือนเดิม
ประการที่สาม และอันตรายที่สุด คือการสวมรอยนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนและโมเดล BCG ด้วยการใช้สำนักงานกฎหมายและบัญชีของคนไทยจดทะเบียนบริษัทนอมินีถือหุ้น 51% เพื่อซื้อที่ดิน ขอใบอนุญาต 105/106 และรับสิทธิประโยน BOI ยกเว้นภาษี จากนั้นสกัดเอาเฉพาะโลหะมีค่าเพียง 10% ส่งกลับประเทศต้นทาง ส่วนกากมลพิษเข้มข้นอีก 90% ถูกแอบฝังกลบหรือเททิ้งในพื้นที่เกษตรกรรม
ไทม์ไลน์วิกฤตแผ่นดินอาบสารพิษ
ช่วงสิงหาคมถึงกันยายน 2569 ทุนข้ามชาติและนอมินีปรับกลยุทธ์จากการฝังกลบในพื้นที่เดิมมาเป็นการกระจายกากสุดท้าย ใช้รถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ ขนถ่ายกากเคมีอันตรายจากโรงงานรีไซเคิลใน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา และ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ออกไปลักลอบเททิ้งใน จ.ปราจีนบุรี และ จ.สระแก้ว เพื่อหลบเลี่ยงการสืบสาวถึงต้นทาง
วันที่ 28-29 กันยายน 2569 ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังใน อ.ศรีมหาโพธิ์ และ อ.กบินทร์บุรี น้ำชะล้างสารเคมีจากบ่อฝังกลบขยะอุตสาหกรรม เกิดเป็นคราบสารเคมีสีรุ้งลอยออกสู่ทุ่งนาและแหล่งน้ำสาธารณะยาวกว่า 1 กิโลเมตร พร้อมกลิ่นฉุนรุนแรง ขณะที่มูลนิธิบูรณะนิเวศยังตรวจพบกองขี้ไก่ขนาดใหญ่ยัดไส้ด้วยกากอุตสาหกรรมกลางแปลงอ้อยใน อ.กบินทร์บุรี
ต่อเนื่องวันที่ 10-16 ตุลาคม 2569 การขยายผลสืบสวนจากโกดัง อ.บ้านบึง นำไปสู่การบุกตรวจค้นพื้นที่เช่า 90 ไร่ 15 อาคาร ใน อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง พบขยะอิเล็กทรอนิกส์ โลหะบด และวัตถุอันตรายสะสมกว่า 2,500 ตัน พร้อมเตาหลอมเถื่อนใน 13 อาคาร ตอกย้ำว่าพื้นที่ EEC กลายเป็นศูนย์กลางการฟอกขยะพิษโลกอย่างเต็มรูปแบบ
ประชาชนจ่ายเอง รัฐไร้งบเยียวยา
สิ่งที่ซ้ำเติมประชาชนมากที่สุดคือการไร้กรอบงบประมาณเยียวยาและแผนฟื้นฟูธรรมชาติที่ชัดเจน รัฐบาลอ้างหลักให้โรงงานต้นเหตุชดใช้ แต่คดีในชั้นศาลใช้เวลา 5-10 ปี ระหว่างนั้นกากอันตรายตกค้างและชะล้างลงชั้นน้ำบาดาลทุกวันโดยไม่มีงบบำบัดฉุกเฉิน
ชาวปราจีนบุรีและระยองที่ล้มป่วยจากก๊าซพิษ พืชผลเสียหาย หรือแหล่งน้ำดิบปนเปื้อน ไม่เคยได้รับค่าชดเชยจากรัฐบาล ที่ผ่านมามีเพียงความช่วยเหลือภัยน้ำท่วมทั่วไปที่ไม่ครอบคลุมความเสียหายจากสารพิษอุตสาหกรรม อปท. และชาวบ้านต้องเจียดงบพัฒนาท้องถิ่นไปซื้อปูนขาว ขุดคันดินกั้น หรือจัดหาน้ำดื่มแจกจ่ายกันเอง เท่ากับผู้ตกเป็นเหยื่อต้องจ่ายค่าฟื้นฟูด้วยภาษีของตัวเอง
ทางรอด ปฏิรูป 6 หน่วยงานรัฐ
รายงานเสนอให้ปฏิรูป 6 หน่วยงานพร้อมกัน กรมศุลกากรต้องยกเลิกการสุ่มตรวจ 10% นำระบบ AI และเครื่องเอกซเรย์สแกนตู้คอนเทนเนอร์ 100% ในกลุ่มเสี่ยง พร้อมบังคับวางเงินประกันมลพิษก่อนนำเข้า หากสำแดงเท็จให้ยึดเงินส่งตู้ขยะกลับประเทศต้นทางทันที
กรมโรงงานอุตสาหกรรมต้องชะลอใบอนุญาต 105/106 ในพื้นที่เสี่ยง บังคับ e-Manifest ควบคู่ GPS Tracking 24 ชั่วโมงบนรถขนกากทุกคัน หากพบนอมินีถือหุ้นแทนทุนต่างชาติให้ใช้อำนาจมาตรา 37 และ 39 แห่ง พ.ร.บ.โรงงานฯ ปิดโรงงานและเพิกถอนใบอนุญาตถาวร
กรมควบคุมมลพิษต้องจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ก่อนอนุมัติโครงการใหม่ และจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูมลพิษ บังคับโรงงานและผู้นำเข้าวางเงินประกันความเสี่ยงก่อนเริ่มกิจการ เพื่อดึงเงินออกมาเยียวยาประชาชนทันทีเมื่อเกิดเหตุ
ด้าน ปปง. และ DSI ต้องยกระดับโทษปรับเป็นหลักสิบล้านบาท เปลี่ยนจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมอัตราโทษเบามาใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อายัดบัญชีและยึดทรัพย์นายทุนข้ามชาติ รวมถึงสำนักงานกฎหมายไทยที่เป็นนอมินี
ฝ่ายนโยบายต้องเร่งผลักดัน 3 กฎหมาย คือ พ.ร.บ. WEEE ที่บังคับหลัก EPR ให้ผู้ผลิตรับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์ตนเอง พ.ร.บ. PRTR ที่บังคับโรงงานเปิดเผยข้อมูลการปล่อยสารมลพิษ และ พ.ร.บ. จัดการกากอุตสาหกรรมฉบับใหม่ที่เพิ่มโทษตามมูลค่าความเสียหายจริง พร้อมยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 เพื่อดึงโรงงาน 105/106 กลับเข้านิคมกำจัดกากเฉพาะ จัดการเฉพาะขยะในประเทศเท่านั้น และคืนอำนาจอนุมัติผังเมืองให้ชุมชนท้องถิ่น
คำถามที่พบบ่อย
นิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิลมีพิกัดที่ชัดเจนแล้วหรือยัง?
ยัง ตามรายงานของ mgronline.com กระทรวงอุตสาหกรรมและ กนอ. ยังไม่เคยระบุพิกัดจังหวัดและยังไม่เคยศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแต่อย่างใด
ช่องโหว่ใหญ่ที่สุดของนิคมรีไซเคิลคืออะไร?
การเปิดช่องให้ทุนเทาใช้นอมินีไทยถือหุ้น 51% สกัดเฉพาะโลหะมีค่า 10% ส่งกลับประเทศต้นทาง แล้วทิ้งกากมลพิษเข้มข้นอีก 90% ไว้ในพื้นที่เกษตรกรรมของไทย
ประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาหรือไม่?
ไม่ได้รับการชดใช้หรือเยียวยาใด ๆ จากรัฐบาล ต้องใช้งบพัฒนาท้องถิ่นของตนเองจัดหาน้ำดื่มและมาตรการฉุกเฉิน ขณะที่คดีฟ้องร้องโรงงานต้นเหตุใช้เวลาในศาล 5-10 ปี
