ถังขยะพิษของโลก: มรดก คสช. ที่ไทยยังแบกไว้
ประเทศไทยกลายเป็น 'ถังขยะพิษของโลก' ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลพวงโดยตรงจากนโยบายยุค คสช. ที่ใช้คำสั่งมาตรา 44 ทลายผังเมือง เปิดทางโรงงานรีไซเคิลเถื่อน และเอื้อกลุ่มทุนเทา จนวันนี้ ชลบุรี ระยอง และปราจีนบุรี กำลังแบกรับมลพิษข้ามชาติที่ฝังรากลึกในดิน น้ำ และอากาศของชุมชน
จุดเริ่มต้นของวิกฤต: คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559
หัวใจของปัญหาอยู่ที่คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 ซึ่งใช้อำนาจมาตรา 44 ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมสำหรับโรงงานบางประเภท ส่งผลให้โรงงานคัดแยกขยะอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าขยะสามารถตั้งในพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนได้โดยไม่ต้องฟังเสียงท้องถิ่น นี่คือ 'สารตั้งต้น' ที่ทำให้ขยะพิษจากทั่วโลกไหลเข้าประเทศอย่างถูกกฎหมาย
ดร.สมนึก จงมีวศิน จาก EEC Watch ชี้ว่า ในช่วงรัฐบาล คสช. มีการอนุมัติโรงงานประเภท 105 และ 106 เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยอ้างโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน แต่ภาครัฐกลับไร้ประสิทธิภาพในการกำกับดูแล ปล่อยให้ทุนเทาใช้ช่องว่างลักลอบนำกากสารเคมีและขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปฝังกลบอย่างผิดวิธี จนปนเปื้อนแหล่งน้ำและดินของชุมชน
EEC: โมเดลพัฒนาที่กลายเป็นอาวุธทำลายสิ่งแวดล้อม
พ.ร.บ. EEC 2561 รื้อผังเมือง 3 จังหวัดภาคตะวันออก ขยายพื้นที่อุตสาหกรรม 66% พร้อมสิทธิประโยชน์ Fast-Track ที่รวบรัดขั้นตอน EIA และเปิดให้เช่าที่ดิน 99 ปี ขณะเดียวกัน นโยบาย China National Sword ของจีนในปี 2561 ที่ปิดประตูรับขยะจากตะวันตก ทำให้ขยะพิษมหาศาลเบนเข็มเข้าสู่ไทยทันที
รัฐบาลชุดต่อๆ มา แม้จะรู้ถึงปัญหา แต่กลับไม่รื้อโครงสร้างเอื้อทุนนี้ กลับปล่อยให้เป็นเช่นนี้เรื่อยมา จนวันนี้ ภาคตะวันออกกลายเป็นศูนย์กลางการฟอกขยะพิษของโลก
ชลบุรี: หัวใจของขบวนการขยะพิษข้ามชาติ
ชลบุรีไม่ได้เป็นเพียงจังหวัดทางผ่าน แต่คือหัวใจหลักของขบวนการขยะพิษที่ครบวงจรที่สุดในภาคตะวันออก โดยมี 3 มิติที่เห็นได้ชัด:
- ท่าเรือแหลมฉบัง: ประตูใหญ่ที่ขยะอิเล็กทรอนิกส์จากสหรัฐฯ และยุโรปทะลักเข้า กลุ่มทุนใช้วิธีสำแดงเท็จเป็น 'วัสดุใช้แล้ว' หลบเลี่ยงอนุสัญญาบาเซิล โดยกรมศุลกากรสุ่มตรวจเพียง 10%
- โรงงานเถื่อน 105/106: พื้นที่ ต.หนองรี อ.เมืองชลบุรี กลายเป็นรังของโรงงานรีไซเคิลไร้มาตรฐาน เช่น เจี๋ยเซ่ง พลาสติก ที่บดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 300 ตัน และติงชิ่ง เมทัล ที่ลักลอบตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ศูนย์กระจายกากพิษ: เครือข่าย ต.หนองอิรุณ และ ต.มาบไผ่ อ.บ้านบึง ทำหน้าที่รวมกากก่อนส่งต่อด้วยรถ 22 ล้อ ไปทิ้งตามพื้นที่ห่างไกล
เส้นทางมลพิษ: จากโรงงานสู่ไร่อ้อยและป่าสงวน
ปฏิบัติการร่วมของมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH), กสม. และกรมควบคุมมลพิษ ระหว่างเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2569 เผยโฉมหน้าใหม่ของขบวนการ: ทุนจีนใช้คนไทยเป็นนอมินีถือหุ้น แบ่งหน้าที่กันทำ ตั้งแต่คัดแยก หลอม จนถึงบดอัด ก่อนจะขน 'กากสุดท้าย' ไปเททิ้งตามบ่อดินลูกรังร้างลึกกว่า 10 เมตร ในพื้นที่ป่าสงวนและที่สาธารณะ
ที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี พบการนำขี้ไก่มาคลุมกองเศษสายไฟบดย่อยบนไร่อ้อยกว่า 1,000 ไร่ ปลดปล่อยแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์และแอมโมเนีย ชาวบ้านแสบตาและหายใจลำบาก การตรวจด้วยเครื่อง XRF พบแคดเมียม ตะกั่ว สารหนู ทองแดง นิกเกิล และสังกะสี ปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน
ในป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแควระบม-สียัด อ.ศรีมหาโพธิ พบบ่อขยะพิษขนาด 5 ไร่ ที่ถูกนำ E-waste มาทิ้งปนกับขยะชุมชนจนเกิดเพลิงไหม้ใหญ่ในเดือนเมษายน 2569 กลุ่มควันพิษหนาทึบทำให้ชาวบ้านต้องอพยพ และใช้เวลาดับไฟนานถึง 3 วัน
หลักฐานมัดตัว: GPS และปฏิบัติการ TopGun
พิกัด GPS บนรถบรรทุกที่ถูกยึดได้ ชี้ชัดว่าขยะพิษทั้งหมดมาจากโรงงานรีไซเคิลประเภท 106 ใน ต.เขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา และโรงงานเถื่อนในชลบุรี นำไปสู่การบุกตรวจของชุดปฏิบัติการพิเศษ 'ทีม TopGun' กระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย พล.อ. นักรบ บุญบัวทอง ซึ่งพบความผิดซ้ำซาก ทั้งไร้เครื่องจักรขจัดมลพิษ และกองวัตถุปนเปื้อนกลางแจ้ง จนต้องสั่งเพิกถอนสิทธิ์การนำกากเข้าโรงงาน และแจ้งความดำเนินคดีอาญาที่ สภ.กบินทร์บุรี เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569
ต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่าย
ดร.สมนึก ชี้ว่า พื้นที่ EEC มีปริมาณกากอุตสาหกรรมอันตรายสูงกว่าศักยภาพการกำจัดถึง 11.4-12 เท่า ทำให้ปราจีนบุรีและสระแก้วกลายเป็น 'ถังขยะหลังบ้าน' อย่างเลี่ยงไม่ได้ และวิกฤตยังลุกลามไปถึงการแย่งชิงน้ำดิบ เมื่อโครงการ EEC และ Data Center ใช้ทรัพยากรน้ำจากภาคเกษตรถึง 50 ล้าน ลบ.ม./ปี ส่งผลให้ชาวบ้านชลบุรีและระยองต้องจ่ายค่าน้ำประปาสูงถึง 24-35 บาท/ลบ.ม.
ที่เจ็บปวดกว่านั้น คือ การที่นักปกป้องสิ่งแวดล้อมถูกกลุ่มทุนฟ้องปิดปาก (SLAPP) เรียกค่าเสียหายสูงถึง 50 ล้านบาท ขณะที่แกนนำชุมชนในปราจีนบุรีต้องเผชิญกับค่าหัว 1-2 ล้านบาท หากยังกล้าลุกขึ้นสู้
บทเรียนที่ต้องจารึก
วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของนโยบายที่เอื้อทุนจนลืมประชาชน การแก้ไขต้องเริ่มจากการยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 ปฏิรูปการกำกับดูแลโรงงานรีไซเคิล และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ประเทศไทยจะไม่ใช่เพียง 'ถังขยะของโลก' แต่จะกลายเป็น 'หลุมฝังศพ' ของสุขภาพประชาชนและอนาคตของชาติ