จีนผลิตบัณฑิตสาย STEM สูงถึง 3.57 ล้านคนต่อปี ครองอันดับ 1 ของโลกด้วยคะแนน 90.8 ทิ้งห่างสหรัฐฯ ซึ่งอยู่อันดับ 2 ถึง 14.8 คะแนน ตามการจัดอันดับที่ www.sanook.com รายงานเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2026 โดยใช้ข้อมูลบัณฑิตปี 2020 จาก Georgetown University Center for Security and Emerging Technology (CSET), UNESCO และ World Bank
ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สถิติการศึกษา แต่คือแผนที่อำนาจทางเทคโนโลยีในทศวรรษหน้า ใครคุมคนเก่งสายวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี คนนั้นคุมห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์ ยา และ AI พร้อมกันนี้ ชื่อของไทยไม่ปรากฏในเจ็ดอันดับแรกเลยแม้แต่ชื่อเดียว
อันดับนี้วัดจากอะไร
การจัดอันดับใช้ WorldRankd Composite Index (WURSA) แบ่งคะแนน 5 ปัจจัย ได้แก่ จำนวนบัณฑิต STEM 30%, สัดส่วนบัณฑิตต่อผู้จบมหาวิทยาลัยทั้งหมด 25%, ศักยภาพด้านการวิจัย 20%, ผลกระทบด้านนวัตกรรม 15% และแนวโน้มการเติบโตอีก 10%
ผลคือประเทศที่ผลิตคนได้มากอาจไม่ได้อยู่อันดับต้น กรณีชัดที่สุดคืออินเดีย ซึ่งปล่อยบัณฑิต STEM ถึง 2.55 ล้านคนต่อปี มากกว่าสหรัฐฯ สามเท่าตัว แต่กลับรั้งอันดับ 3 ด้วยคะแนน 73.3 เพราะงบวิจัยและพัฒนาอยู่ที่เพียง 0.7% ของ GDP บัณฑิตจำนวนมากจึงไหลไปธุรกิจไอทีเอาต์ซอร์สหรือไปทำงานต่างแดน แทนที่จะเข้าสู่ระบบวิจัยในประเทศ
สหรัฐฯ ผลิตน้อยกว่า แต่ชนะเรื่องคุณภาพระบบ
สหรัฐฯ ผลิตบัณฑิต STEM ราว 820,000 คนต่อปี ถ้านับแค่จำนวนก็เป็นอันดับ 3 เท่านั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเรียนจบคือคำตอบ วอชิงตันทุ่มงบวิจัยราว 3.5% ของ GDP หรือมากกว่า 800,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี สูงสุดในกลุ่ม และดึงดูดสมองจากทั่วโลก โดยราว 45% ของผู้ถือปริญญาเอกสาย STEM ที่ทำงานในสหรัฐฯ เกิดต่างประเทศ
โมเดลนี้คือสิ่งที่ประเทศไทยและภูมิภาคควรจับตาให้เห็น ระบบเปิดที่แข่งขันด้วยสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และตลาดแรงงานที่ดึงคนเก่งจากทุกทวีป ยังเพิ่มมูลค่าได้มากกว่าการผลิตปริญญาเป็นจำนวนมากโดยไม่มีระบบรองรับ
จีนเบอร์หนึ่ง และนั่นคือประเด็นที่ต้องจับตา
ฝั่งปักกิ่งทำได้ทั้งปริมาณและระบบรองรับ มากกว่า 40% ของบัณฑิตมหาวิทยาลัยจีนจบสาย STEM งบวิจัยขยับจากราว 1% ของ GDP ในปี 2000 มาที่ 2.4% ปัจจุบัน และจีนยื่นสิทธิบัตรระหว่างประเทศมากกว่าทุกประเทศตามข้อมูลชุดนี้ มหาวิทยาลัย Tsinghua และ Peking ก็ไต่อันดับโลกต่อเนื่อง
มีข้อถกเถียงเรื่องคุณภาพบัณฑิตที่อาจไม่เท่ากันทุกกลุ่ม และสัดส่วนงบวิจัยต่อ GDP ยังต่ำกว่าสหรัฐฯ แต่เมื่อรวมทุกปัจจัยแล้ว จีนคือผู้นำชัดเจน สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อสรุปนี้มีน้ำหนักมากกว่าสถิติ เพราะมันหมายถึงความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของปักกิ่งที่จะยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ ในห่วงโซ่อุปทานที่ไทยเองก็ต้องพึ่งพา ตั้งแต่ชิพไปจนถึงพลังงานสะอาด
อันดับ 4-7 สอนอะไร
รัสเซียอยู่อันดับ 4 (คะแนน 65.0) ผลิตบัณฑิต 561,000 คนต่อปี โดย 35% ของผู้จบมหาวิทยาลัยเป็นสาย STEM มรดกจากยุคโซเวียตยังทำงานอยู่ แต่จำนวนทรงตัวถึงลดลงนับตั้งแต่ปี 2015 และงบวิจัยอยู่ที่ราว 1% ของ GDP คะแนนด้านแนวโน้มการเติบโตต่ำสุดในกลุ่ม
อิหร่านอันดับ 5 (62.4) ผลิต 335,000 คนต่อปี และมีสัดส่วนบัณฑิต STEM สูงถึง 38% ของผู้จบทั้งหมด หรือราว 890 คนต่อประชากรแสนคน แต่งบวิจัยเพียง 0.8% ของ GDP บวกกับมาตรการคว่ำบาตรที่ปิดทางถ่ายทอดเทคโนโลยี คนเก่งจึงไหลออกนอกประเทศ
บราซิลอันดับ 6 (55.5) เป็นดาวรุ่งเรื่องการเติบโต บัณฑิต STEM เพิ่มจาก 248,000 คนในปี 2015 เป็น 313,000 คนในปี 2020 หรือโตราว 26% แต่ยังเจอปัญหาสมองไหลไปสหรัฐฯ และยุโรป ปิดท้ายด้วยอินโดนีเซียอันดับ 7 (44.3) ผลิต 206,000 คนต่อปี แต่งบวิจัยเพียง 0.3% ของ GDP ต่ำสุดในกลุ่ม ทั้งที่ผู้เรียน STEM เพิ่มขึ้นราว 15% ระหว่างปี 2015-2020
บทเรียนสำหรับไทย
โลกมีบัณฑิต STEM เข้าสู่ตลาดแรงงานราว 7.8 ล้านคนต่อปี ไทยไม่ได้อยู่ในสนามระดับนั้นเลย ถ้าเทียบกับอินโดนีเซียซึ่งถูกจัดอันดับ 7 ด้วยตัวเลขหลักแสนคนและยังถูกวิจารณ์ว่าระบบวิจัยตามไม่ทัน ไทยยิ่งต้องตอบตัวเองให้ตรงว่าเราผลิตบัณฑิต STEM ปีละเท่าไร และคนเหล่านั้นไปอยู่ที่ไหน
คำถามที่แท้จริงไม่ใช่จำนวนปริญญา แต่คือระบบนิเวศ ตลาดทุนที่รองรับสตาร์ทอัพ งบวิจัยที่ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวยหน้ากระดาษ และเสรีภาพทางวิชาการที่ทำให้คนเก่งอยากอยู่ สหรัฐฯ พิสูจน์แล้วว่าระบบเปิดชนะจำนวนได้ จีนพิสูจน์ว่ารัฐทุ่มทรัพยากรเต็มที่ก็ไปได้ไกล ส่วนอินเดียเตือนว่าคนเก่งล้นประเทศโดยไม่มีระบบรองรับ เท่ากับสร้างแรงงานให้ต่างชาติฟรี
คำถามที่พบบ่อย
ประเทศไหนผลิตบัณฑิต STEM มากที่สุดในโลก?
จีนผลิตบัณฑิต STEM ราว 3.57 ล้านคนต่อปี มากที่สุดในโลกตามข้อมูลปี 2020 รองลงมาคืออินเดีย 2.55 ล้านคน และสหรัฐฯ ราว 820,000 คน
ทำไมอินเดียผลิตมากเป็นอันดับ 2 แต่จัดอันดับรวมได้แค่อันดับ 3?
เพราะการจัดอันดับใช้คะแนนรวม 5 ปัจจัย อินเดียมีจำนวนบัณฑิตมหาศาล แต่งบวิจัยและพัฒนาเพียง 0.7% ของ GDP ระบบวิจัยจึงยังตามหลังจีนและสหรัฐฯ
ไทยติดอันดับประเทศผลิตบัณฑิต STEM สูงสุดหรือไม่?
ไม่ติด การจัดอันดับมีเพียง 7 ประเทศ ได้แก่ จีน สหรัฐฯ อินเดีย รัสเซีย อิหร่าน บราซิล และอินโดนีเซีย โดยไม่มีไทยในลิสต์
