ศาลสั่งชดใช้ 4.2 ล้าน! แก้เวชระเบียนย้อนหลังพิรุธ วงการแพทย์ต้องปรับระบบ
ความน่าเชื่อถือเป็นสกุลเงินที่สำคัญที่สุดในตลาดสาธารณสุข แต่เมื่อสถานพยาบาลพยายามเลี่ยงความรับผิดชอบด้วยการปรับแต่งหลักฐาน ความเชื่อมั่นนั้นก็พังทลายทันที ล่าสุด ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้โรงพยาบาลชดใช้ค่าเสียหายกว่า 4.2 ล้านบาท ในคดีผู้ป่วยเด็กที่สูญเสียขาจากภาวะ Compartment Syndrome จุดพลิกผันไม่ได้อยู่ที่ความประมาททางการแพทย์เท่านั้น แต่อยู่ที่การ แก้เวชระเบียนย้อนหลัง ที่ศาลมองว่าไร้น้ำหนักและเต็มไปด้วยพิรุธ
คดีเด็กสูญเสียขา บทเรียนของความล้มเหลวในระบบ
ผู้ป่วยเด็กประสบอุบัติเหตุจนกระดูกหัก 2 จุด และถูกส่งตัวจากโรงพยาบาลอำเภอไปยังโรงพยาบาลศูนย์ แทนที่จะได้รับการผ่าตัดตามแผน กลับถูกเลื่อนออกไปสองครั้งโดยไม่มีการชี้แจงที่ชัดเจน ระหว่างนั้น แพทย์สั่งให้ใช้วิธีดึงกระดูกด้วยถุงทรายโดยไม่มีการควบคุมของแพทย์อย่างใกล้ชิด จนผู้ป่วยเริ่มมีอาการชาและปวดอย่างรุนแรง เมื่ออาการลุกลามถึงขั้นกล้ามเนื้อตายจากภาวะแรงดันในช่องกล้ามเนื้อสูง ทางเลือกเดียวที่เหลือคือการตัดขาเพื่อรักษาชีวิต
ความล้มเหลวในการติดตามอาการอย่างเป็นระบบ รวมถึงการขาดการสื่อสารที่โปร่งใสกับญาติผู้ป่วย คือจุดเริ่มต้นของความพินาศ การที่แพทย์เจ้าของไข้ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเลื่อนการผ่าตัด สร้างความไม่พอใจสะสมที่นำไปสู่การฟ้องร้องในท้ายที่สุด
หลักฐานที่พังทลายจากการแก้ไขย้อนหลัง
ในชั้นศาล โรงพยาบาลอ้างว่ามีการประเมินอาการอย่างต่อเนื่องทุก 2 ชั่วโมง พร้อมยื่นแบบประเมินภาวะ Compartment Syndrome ที่สมบูรณ์แบบถึง 26 แผ่น อย่างไรก็ตาม ฝั่งผู้ป่วยได้รับเวชระเบียนเพียง 5 แผ่นเท่านั้นตอนทำเรื่องร้องเรียน ความขัดแย้งนี้ทำให้ศาลเห็นพิรุธ
นอกจากนี้ บันทึกการประเมินที่อ้างว่าทำทุก 2 ชั่วโมงกลับไม่ปรากฏในบันทึกทางการพยาบาล และคำให้การของบุคลากรก็ขัดแย้งกันเอง ศาลจึงมองว่าเอกสารเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นภายหลังและปฏิเสธน้ำหนักพยานหลักฐาน คำพิพากษาชั้นต้นตัดสินให้โรงพยาบาลชดใช้ 3.2 ล้านบาท และศาลอุทธรณ์เพิ่มค่าสินไหมทดแทนเป็น 4.2 ล้านบาท พร้อมกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษอีก 1 ล้านบาท