วิกฤตพลังงานไทย: เมื่อโครงสร้างบิดเบี้ยวเผยความเปราะบาง
สถานการณ์การแห่กันไปเติมน้ำมันจนเกิดแถวยาวเป็นกิโลเมตรสะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างพลังงานไทยที่บิดเบี้ยวและไม่เอื้อต่อความมั่นคงแห่งชาติ หลังสงครามตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง
ข้อมูลจริงเรื่องน้ำมันสำรอง
การประกาศของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูลว่ามีน้ำมันสำรองใช้ได้ 60 วันนั้นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ตามคำเปิดเผยของพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
"น้ำมันสำรองจริงๆ มีเพียง 21 วันเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 40 วันคือน้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่งและในขบวนการกลั่น ซึ่งไม่ใช่น้ำมันสำรองแท้จริง" พีระพันธุ์กล่าว
ไทยเปราะบางที่สุดในเอเชีย
CNBC อ้างอิงบทวิเคราะห์จาก Nomura ระบุว่าไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันสูงขึ้นมากที่สุดในเอเชีย เนื่องจากมีการนำเข้าน้ำมันสุทธิสูงถึง 4.7% ของ GDP
ไทยนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 70-80% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด หรือประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดหลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบ
กองทุนน้ำมันอาจติดลบอีกครั้ง
การตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 29.94 บาทต่อลิตรทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องจ่ายเงินชดเชยวันละ 422 ล้านบาท ซึ่งอาจทำให้กองทุนกลับมาติดลบได้ ทั้งที่ยังมีหนี้สินรวม 33,347 ล้านบาท
ทุนพลังงานบงการระบบ
รสนา โตสิตระกูล จากสภาผู้บริโภคชี้ให้เห็นว่าปัญหาเริ่มจากการแปรรูป ปตท. เป็นบริษัทมหาชนโดยไม่แยกกิจการก๊าซออกมา ทำให้รัฐสูญเสียอำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากรก๊าซธรรมชาติอย่างครบวงจร
"รัฐมีอำนาจกำกับดูแลพลังงาน แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า รัฐไม่ทำ" รสนากล่าว
ทางออกจากวิกฤต
ปตท. เผยแผนกระจายความเสี่ยงโดยจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอเมริกา แอฟริกา และมาเลเซีย พร้อมเพิ่มการผลิตก๊าซจากอ่าวไทยและจัดหา LNG จากแหล่งที่มั่นคง
อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างพลังงานให้โปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้บริโภคยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่รัฐบาลต้องเผชิญ โดยเฉพาะการใช้อำนาจกำกับดูแลในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ปตท. เพื่อประโยชน์ของประชาชน