วิกฤตพลังงาน: ไทยเผชิญความท้าทายใหม่จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ภาพแถวรถยาวเหยียดเป็นกิโลเมตรหน้าปั๊มน้ำมันทั่วประเทศสะท้อนความวิตกของประชาชนไทยต่อวิกฤตพลังงานครั้งใหม่ หลังสงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สู่ไทย
ไทยในกลุ่มประเทศเสี่ยงสูงสุด
ข้อมูลจาก CNBC อ้างอิงการวิเคราะห์ของสถาบันการเงิน Nomura ชี้ว่า ไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันสูงขึ้นมากที่สุดในเอเชีย เนื่องจากมีการนำเข้าน้ำมันสุทธิสูงถึง 4.7% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค
ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 70-80% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด หรือประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน พร้อมทั้งนำเข้า LNG ผ่านเส้นทางนี้ประมาณ 30% ของการใช้ทั้งหมดเพื่อผลิตไฟฟ้า
ความจริงเรื่องน้ำมันสำรอง
แม้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูลจะประกาศว่ามีน้ำมันสำรองใช้ได้ 60 วัน แต่พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีพลังงาน เปิดเผยความจริงว่า น้ำมันสำรองแท้จริงมีเพียง 20-21 วัน ส่วนที่เหลือเป็นน้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่งและในกระบวนการกลั่น
"น้ำมันสำรองจริงๆ มีแค่ 20-21 วัน แต่น้ำมันที่เอามาใช้ได้อีกประมาณ 40 วัน เมื่อ 40 วันนี้หมด ก็มีอีก 20 กว่าวัน" พีระพันธุ์กล่าว
การตรึงราคาอาจไม่ยั่งยืน
รัฐบาลสั่งตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 29.94 บาทต่อลิตร โดยเพิ่มการชดเชย 2.77 บาทต่อลิตร แต่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องจ่ายเงินชดเชยวันละประมาณ 422 ล้านบาท ซึ่งอาจทำให้กองทุนกลับมาติดลบ
ปัจจุบันกองทุนมีเงินคงเหลือเพียง 2,459 ล้านบาท และยังมีหนี้สิน 33,347 ล้านบาท จากการพยุงราคาน้ำมันในช่วงวิกฤตก่อนหน้า
แผนรับมือของ ปตท.
อาภากร ชอุ่มทอง ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. เปิดเผยมาตรการรับมือโดยการกระจายความเสี่ยงจากการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา แอฟริกา ลาตินอเมริกา และมาเลเซีย
สำหรับก๊าซธรรมชาติ ได้เร่งเพิ่มการผลิตจากแหล่งในอ่าวไทย และจัดหา LNG จากสหรัฐ ออสเตรเลีย และรัสเซีย
โครงสร้างพลังงานที่ต้องปฏิรูป
รสนา โตสิตระกูล จากสภาผู้บริโภค ชี้ว่า ปัญหาความไม่เป็นธรรมในระบบพลังงานไทยเริ่มจากการแปรรูป ปตท. เป็นบริษัทมหาชนในปี 2544 โดยไม่แยกกิจการก๊าซออกมาตั้งเป็นองค์กรรัฐ
"รัฐมีอำนาจกำกับดูแลพลังงาน แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า รัฐไม่ทำ" รสนากล่าว
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
Goldman Sachs เตือนว่า หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี อาหาร การขนส่ง และค่าไฟฟ้า
ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น 10% จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยแย่ลงประมาณ 0.5% ของ GDP ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่ากังวล
วิกฤตครั้งนี้เป็นการทดสอบความสามารถของรัฐบาลในการบริหารจัดการพลังงานและการเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลก ขณะที่ประชาชนต้องเตรียมรับมือกับยุคใหม่ของต้นทุนการครองชีพที่สูงขึ้น