วิวัฒนาการพระราชอำนาจประกาศสงคราม: จากสมบูรณาญาสิทธิสู่ประชาธิปไตยสมัยใหม่
การวิเคราะห์พัฒนาการพระราชอำนาจในการประกาศสงครามของไทยผ่านมุมมองทางประวัติศาสตร์และปรัชญาการเมือง เผยให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
กรอบทฤษฎีพระราชอำนาจพิเศษตะวันตก
ตามแนวคิดของ John Locke นักปรัชญาเสรีนิยมชาวอังกฤษ พระราชอำนาจในการประกาศสงครามเป็น อำนาจสหพันธ์ (Federative Power) ที่แตกต่างจากอำนาจบริหารทั่วไป เนื่องจากต้องจัดการกับความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศและต้องการความยืดหยุ่นสูง
Sebastian Payne และ Daniel Skeffington จาก Carleton University ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจาก "กษัตริย์นักรบ" ที่ทรงนำทัพด้วยพระองค์เอง สู่ "อำนาจบริหาร" ที่คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจในพระปรมาภิไธย
สามยุคของพระราชอำนาจประกาศสงครามไทย
ยุคที่ 1: จารีตและสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ในสมัยสุโขทัยและอยุธยา พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจเด็ดขาดในการประกาศสงคราม การประกาศไม่ได้กระทำผ่านเอกสารทางกฎหมาย แต่ผ่านพระราชพิธี เช่น พระราชพิธีประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เมืองแครง เมื่อ 26 เมษายน 2127
ยุคที่ 2: จุดเปลี่ยนสู่ความทันสมัย (รัชกาลที่ 6)
การประกาศสงครามครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศสมัยใหม่ คือการประกาศสงครามกับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี เมื่อ 22 กรกฎาคม 2460 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
การประกาศนี้มิใช่เพื่อป้องกันดินแดน แต่เป็นการใช้ อำนาจสหพันธ์ เพื่อแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและเปลี่ยนสถานะสยามจากผู้ถูกกระทำเป็นผู้เล่นในเวทีโลก
ยุคที่ 3: ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อำนาจตัดสินใจที่แท้จริงได้ถ่ายโอนมาสู่คณะราษฎรและนายกรัฐมนตรี โดยพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยตามคำแนะนำของรัฐมนตรี
กรณีศึกษา: ยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม
สมัยจอมพล ป. แสดงให้เห็นความซับซ้อนของพระราชอำนาจประกาศสงครามได้ชัดเจนที่สุด ทั้งการประกาศสงครามต่อบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกา (25 มกราคม 2485) และการยึดเชียงตุงและสี่รัฐมาลัยโดยไม่ประกาศสงคราม
การไม่ประกาศสงครามกับดินแดนเหล่านี้สอดคล้องกับทฤษฎี "ความขัดแย้งต่ำกว่าระดับการรับรู้" ของ Philippe Lagassé ที่อธิบายว่าการใช้กำลังทหารไม่จำเป็นต้องประกาศสงครามเสมอไป
บทเรียนสำหรับประชาธิปไตยสมัยใหม่
การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า อำนาจประกาศสงครามเป็นเครื่องมือยืดหยุ่น ที่ฝ่ายบริหารใช้เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่ในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ จำเป็นต้องมีการตรวจสอบและถ่วงดุลจากฝ่ายนิติบัญญัติ
คำถามสำคัญที่ Payne และ Skeffington ตั้งขึ้น "ในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบในการส่งเยาวชนของชาติไปสู่สนามรบ?" ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในบริบทความมั่นคงของไทยในศตวรรษที่ 21