เปิดเปรียบเทียบ: เลือกตั้งไทยกับมาตรฐานโลก งบ 7,800 ล้านคุ้มค่าจริงหรือ?
การเลือกตั้งครั้งล่าสุดในไทยใช้งบประมาณสูงถึง 7,800 ล้านบาท แต่กลับเกิดข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสและประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับมาตรฐานสากลแล้ว ระบบเลือกตั้งไทยยังต้องพัฒนาอีกมากในหลายด้าน
หีบเลือกตั้ง: ช่องโหว่ด้านความปลอดภัย
ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นคือการที่อุปกรณ์เลือกตั้งของ กกต. รวมถึงหีบเลือกตั้ง เทปกาว และสายเคเบิ้ลไทร์ สามารถซื้อได้ง่ายๆ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้เกิดความกังวลเรื่อง "หีบผี" ในกระบวนการนับคะแนน
เมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่น ประเทศนี้ใช้หีบโลหะที่มีความทนทานสูง พร้อมระบบล็อกสองจุดด้วยกุญแจแยกกัน บัตรเลือกตั้งก็ทำจากวัสดุพิเศษที่มีโพลีโพรพิลีนเรซิน ทำให้ยับและฉีกขาดได้ยาก
ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข จากคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า "การใช้หีบกระดาษและเทปกาวอาจเป็นเพราะข้อจำกัดด้านงบประมาณ แต่จุดอ่อนคือเรื่องความปลอดภัย เลือกตั้งในมหาวิทยาลัยยังใช้กล่องพลาสติก ไม่ใช่กล่องกระดาษ"
บัตรเลือกตั้ง: ข้อมูลไม่ครบถ้วน
บัตรเลือกตั้งไทยโดยเฉพาะ สส.แบบแบ่งเขต มีเพียงเบอร์ผู้สมัครโดยไม่มีชื่อพรรคหรือชื่อผู้สมัคร ทั้งที่ใช้งบประมาณสูงถึง 7,000 กว่าล้านบาท
ในขณะที่เยอรมนีมีบัตรที่แสดงข้อมูลครบถ้วน ทั้งชื่อผู้สมัคร สส. และชื่อพรรค โดยแบ่งบัตร 1 ใบเป็น 2 ฟาก สำหรับเลือก สส.แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ
อินโดนีเซียยิ่งละเอียดกว่า มีทั้งรูปผู้สมัคร รูปผู้ช่วย หมายเลข และโลโก้พรรค พร้อมพิมพ์เป็นสี
สำหรับวิธีการลงคะแนน หลายประเทศใช้วิธีที่ลดบัตรเสีย เช่น สิงคโปร์และเกาหลีใต้ใช้การประทับตรา ส่วนฟิลิปปินส์ใช้ระบบฝนกระดาษ และอินโดนีเซียใช้วิธีเจาะรูที่ง่ายและเข้าใจได้ทุกกลุ่ม
เทคโนโลยีช่วยนับคะแนน: ลดความผิดพลาดจากมนุษย์
ปัญหาการนับคะแนนในไทยรวมถึงการใช้ใบขีดคะแนนที่ติดทับกัน ทำให้ผู้สังเกตการณ์ไม่สามารถตรวจสอบได้ชัดเจน
ญี่ปุ่นใช้เครื่องสแกนลายมือที่สามารถแยกบัตรตามชื่อผู้สมัครอัตโนมัติ ส่วนฟิลิปปินส์ใช้เครื่องนับคะแนนอัตโนมัติหลังจากฝนบัตร
พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผอ.มูลนิธิ WeWatch ชี้ว่า "อินโดนีเซียก็ใช้วิธีขีดนับคล้ายเรา แต่เขาติดใบขีดคะแนนเรียงยาวไม่ทับกัน ทำให้โปร่งใสกว่า"
การเก็บรักษาหีบ: ปัญหาความปลอดภัย
การเก็บหีบเลือกตั้งในหลายพื้นที่ดูไม่ปลอดภัย บางเขตมีการย้ายหีบโดยไม่แจ้งประชาชน
ดร.ปุรวิชญ์ยกตัวอย่างกรุงเทพมหานครในปี 2566 ที่ติดกล้อง CCTV เฝ้าหีบ 24 ชั่วโมง และแชร์ลิงก์ให้ประชาชนดูได้ "คำถามคือทำไมหน่วยอื่นไม่ทำแบบกรุงเทพฯ"
ต้นทุนสูง แต่ไม่ได้ไปกับการพัฒนา
แม้งบประมาณเลือกตั้งไทย 7,800 ล้านบาทจะดูสูง แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ญี่ปุ่นใช้ 19,000 ล้าน ฟิลิปปินส์ 18,000 ล้าน และอินโดนีเซีย 170,000 ล้านบาท
ความแตกต่างคือประเทศเหล่านี้ใช้งบเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี ส่วนไทยส่วนใหญ่หมดไปกับค่าจ้างเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเกือบ 100,000 หน่วยทั่วประเทศ
"ถ้าเรายังต้องพึ่งพากำลังคนเยอะขนาดนี้ 7,000 ล้านคือต้นทุนการบริหารคน ไม่ใช่ต้นทุนเพื่อการแก้ไขปัญหา" ดร.ปุรวิชญ์กล่าว
บทสรุป: จำเป็นต้องปฏิรูประบบ
การเปรียบเทียบชี้ให้เห็นว่าไทยต้องปฏิรูประบบเลือกตั้งให้ทันสมัยและโปร่งใสมากขึ้น การใช้เทคโนโลยีจะช่วยลดต้นทุนระยะยาวและลดความผิดพลาดจากมนุษย์
ที่สำคัญคือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง กกต. สื่อ และประชาชนในการตรวจสอบ เพื่อให้การเลือกตั้งมีความน่าเชื่อถือตามมาตรฐานสากล