วิกฤตหาดใหญ่: เมื่อระบบรัฐล่มสลายและนายกรัฐมนตรีหายตัวในช่วงวิกฤต
มหาวิบัติน้ำท่วมหาดใหญ่ไม่เพียงเผยให้เห็นความล้มเหลวของระบบเตือนภัยและการบริหารจัดการภัยพิบัติ แต่ยังเปิดโปงความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับการล่มสลายเชิงสถาบันของรัฐไทยในศตวรรษที่ 21
การประเมินผิดพลาดที่ร้ายแรง
เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 เทศบาลนครหาดใหญ่ยังคงขึ้น "ธงเขียว" แสดงสถานการณ์ปกติ ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทย ประกาศอย่างมั่นใจว่า "น้ำท่วมหาดใหญ่วันอังคารจะลดลง สามารถควบคุมได้ จบแล้ว"
คำประกาศนี้กลายเป็นหายนะที่แท้จริง เพราะเป็นการประเมินสถานการณ์ที่ขาดข้อมูลรอบด้านและความเข้าใจในพลวัตของมวลน้ำที่ไหลบ่าเข้ามาจากสองทิศทาง คือเขาคอหงส์และอำเภอสะเดา รวมทั้งทุ่งลุงชายขอบหาดใหญ่
เพียง 24 ชั่วโมงต่อมา ในเที่ยงคืนวันที่ 23 พฤศจิกายน มวลน้ำมหาศาลไหลบ่าเข้าท่วมเมืองหาดใหญ่มิดหลังคา ประชาชนที่เชื่อคำรับรองของนายกรัฐมนตรีจึงไม่ได้เตรียมตัวและติดอยู่ในพื้นที่นับแสนคน
ความล้มเหลวของระบบบัญชาการ
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือการจัดการวิกฤตที่ขาดประสิทธิภาพ แทนที่นายอนุทินจะเป็นผู้บัญชาการเดียว (Single Command) ตามหลักการบริหารภัยพิบัติสมัยใหม่ กลับมีการแต่งตั้งศูนย์บัญชาการถึง 3 แห่ง พร้อมกัน:
- ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.)
- พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ รับผิดชอบศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า
- นายภราดร ปริศนานันทกุล เป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย ที่ทำเนียบรัฐบาล
การมีผู้บัญชาการ 3 คนในวิกฤตเดียวกันไม่เพียงขัดหลักการบริหารภัยพิบัติสากล แต่ยังสร้าง "สูตรขั้นเทพของความสับสน" ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งคนละทิศละทาง
การล่มสลายเชิงสถาบัน
นายศศิน เฉลิมลาภ จากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ "การล่มสลายเชิงสถาบัน" ในระบบบริหารน้ำของไทย ซึ่งมีสาเหตุหลัก 4 ประการ:
1. การแต่งตั้งคนผิดตำแหน่ง: ตำแหน่งสำคัญถูกแต่งตั้งตามเส้นสายเพื่อผลประโยชน์โครงการ ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค
2. ผู้นำระดับสูงขาดความรู้: รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลงานน้ำไม่มีพื้นฐานและไม่ติดตามระบบจริง
3. วัฒนธรรมราชการกลัวผิด: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยยังคงประกาศภัย "หลังภัยมา" แทนที่จะเตือนล่วงหน้า
4. ไม่ใช้อำนาจตามกฎหมาย: นายกรัฐมนตรีไม่รู้จักใช้อำนาจตามมาตรา 24 ของพ.ร.บ.น้ำ ที่ให้อำนาจบัญชาการแบบรวมศูนย์
บทเรียนสำหรับอนาคต
วิกฤตหาดใหญ่เป็นเสมือน "ฟางเส้นสุดท้าย" ที่เผยให้เห็นความจริงว่ารัฐไทยไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดเทคโนโลยีหรืองบประมาณ แต่ล้มเหลวเพราะ "เลือกผิดคนในตำแหน่งที่ผิด" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตามการประเมินเบื้องต้น ความเสียหายไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นล้านบาท แต่ตัวเลขนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความสูญเสียที่แท้จริง ทั้งในด้านชีวิต ทรัพย์สิน และความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ
หากรัฐบาลไม่เร่งปฏิรูประบบบริหารภัยพิบัติอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญ และการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่แล้วอย่างเต็มที่ วิกฤตแบบหาดใหญ่อาจเกิดซ้ำได้ทุกเมื่อ
ในยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลพร้อมใช้งาน การที่ประชาชนต้องเผชิญกับภัยพิบัติโดยไม่ได้รับการเตือนล่วงหน้าถือเป็นความล้มเหลวที่ไม่อาจยอมรับได้ของรัฐสมัยใหม่