วิเคราะห์ 3 ผู้สมัครนายกฯ: ยุคของร่างทรงการเมืองไทย
การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผู้สมัครนายกรัฐมนตรีจาก 3 พรรคใหญ่ล้วนมีจุดร่วมที่น่าสนใจ นั่นคือการเป็น "ร่างทรง" ของอำนาจที่แท้จริงเบื้องหลัง ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างอำนาจที่ยังคงถูกควบคุมโดยเครือข่ายเก่า
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: การสืบทอดอำนาจตระกูลชิน
จากพรรคเพื่อไทย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กลายเป็นตัวเลือกหลักหลังแพทองธาร ชินวัตร ถอนตัวจากการเมือง แม้จะมีประวัติเป็นนักวิทยาศาสตร์และอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่เส้นทางสู่ตำแหน่งนี้ชัดเจนว่ามาจากการเป็น "หลานชายของทักษิณ ชินวัตร" มากกว่าความสามารถส่วนตัว
การเลือกยศชนันเป็นการยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยยังคงเป็นธุรกิจของตระกูลชิน-ดา-วงศ์ และระบบการเลี้ยงดูทางการเมืองจะดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ยศชนันต้องเผชิญคือการที่น้องสาว ชยาภา เคยแต่งงานกับนัม ลินัล บุตรชายของนักการเมืองกัมพูชาใกล้ชิดฮุน เซน ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นโจมตีทางการเมือง
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ: ความท้าทายของพรรคประชาชน
พรรคประชาชนเสนอ 3 ชื่อ โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่ง แต่การสำรวจความนิยมชี้ให้เห็นว่าเขายังไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดได้เท่าพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ในอดีต
ปัญหาภายในพรรคส้มปัจจุบันค่อนข้างซับซ้อน มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. และการที่ "กลุ่มโปลิตบูโร" หรือ "กลุ่มเพื่อนเอก" มีอิทธิพลในการตัดสินใจ ส่งผลให้ส.ส.เก่าหลายคนต้องออกจากพรรค
อนุทิน ชาญวีรกูล: ความซับซ้อนของพรรคภูมิใจไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทยถือเป็นผู้สมัครที่มีประสบการณ์มากที่สุด แต่ก็ต้องเผชิญกับภาพลักษณ์ของการเป็น "ร่างทรงของเนวิน ชิดชอบ" พรรคกำลังเจรจากับเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และศุภจี สุธรรมพันธุ์ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
อย่างไรก็ตาม พรรคภูมิใจไทยในฐานะ "แกนนำฝ่ายอนุรักษ์นิยม" ต้องเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างการยึดมั่นในความดีงามกับการรับนักการเมืองที่มีประวัติขัดแย้ง
ผลสำรวจและการคาดการณ์
ผลสำรวจของนิด้าโพลช่วงธันวาคม 2568 แสดงให้เห็นภาพที่น่าสนใจ ประชาชน 40.60% ยังหาผู้สมัครที่เหมาะสมไม่ได้ ขณะที่ณัฐพงษ์ได้รับการสนับสนุน 17.20% และอนุทิน 12.32%
การคาดการณ์จำนวน ส.ส. ชี้ให้เห็นว่าพรรคประชาชนอาจได้ 151 คน พรรคภูมิใจไทย 121 คน และพรรคเพื่อไทย 110 คน ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลจะต้องอาศัยการรวมพลังจากหลายพรรค
ความท้าทายของระบบประชาธิปไตย
สิ่งที่น่ากังวลคือแนวโน้มการซื้อเสียงในรูปแบบใหม่และการที่เงินทุนเทาอาจเข้ามามีบทบาทในการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นความท้าทายต่อความโปร่งใสของระบบประชาธิปไตยไทย
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการเลือกผู้นำ แต่ยังเป็นการทดสอบว่าประชาชนจะยอมรับกับระบบ "ร่างทรง" ต่อไปหรือต้องการการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง